พ่อแม่เตรียมลูกให้รับ “ความผิดหวัง” แต่เราเตรียมเขาให้รับ “ความสำเร็จ” แล้วหรือยัง?
พ่อแม่เตรียมลูกให้รับ “ความผิดหวัง” แต่เราเตรียมเขาให้รับ “ความสำเร็จ” แล้วหรือยัง?

เด็กไทยวัยเพียง 16 ปี ก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีระดับโลก และสร้างความภูมิใจให้กับคนไทยจำนวนมาก
เมื่อได้เห็นข่าวนี้ สิ่งแรกที่ผมรู้สึกคือ “ดีใจและยินดีด้วยจริง ๆ”
เพราะเบื้องหลังความสำเร็จของเด็กคนหนึ่ง ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความสามารถ แต่คงเต็มไปด้วยความฝัน การฝึกฝน ความอดทน และความกล้าที่จะเดินไปไกลกว่าที่หลายคนคิดว่าเด็กอายุเท่านี้จะทำได้
แต่เมื่อความดีใจค่อย ๆ สงบลง ผมกลับนึกถึงอีกคำถามหนึ่งขึ้นมา
ถ้าวันหนึ่งลูกของเรา ประสบความสำเร็จเร็วกว่าที่เราคิดไว้มาก เราเตรียมเขาให้พร้อมรับมือกับมันแล้วหรือยัง?
เรามักเตรียมลูกให้พร้อมรับ “ความผิดหวัง”
ตั้งแต่ลูกยังเรียนอยู่ พ่อแม่จำนวนมากพยายามเตรียมลูกให้พร้อมกับวันที่ผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวัง
สอบไม่ติดจะทำอย่างไร
คะแนนออกมาไม่ดีจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร
ผิดหวังจากเป้าหมายจะลุกขึ้นเดินต่ออย่างไร
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสำคัญ
เพราะความล้มเหลวหรือความผิดหวัง เป็นสิ่งที่เด็กทุกคนอาจต้องพบเจอในชีวิต
แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่เราอาจพูดถึงกันน้อยกว่า นั่นคือ
การเตรียมลูกให้พร้อมรับ “ความสำเร็จ”
เพราะความสำเร็จที่มาเร็ว ก็เป็นบททดสอบเช่นกัน
ลองคิดดูว่า หากเด็กอายุเพียง 16 ปี วันหนึ่งมีทั้งชื่อเสียง เงิน งาน โอกาส ผู้คน และข้อเสนอต่าง ๆ เข้ามาพร้อมกัน
เขาจะรับมือกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร?
นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัว และไม่ใช่เหตุผลที่เราควรห้ามเด็กออกไปตามความฝัน
ตรงกันข้าม เราควรสนับสนุนให้เขาไปได้ไกลที่สุดเท่าที่ศักยภาพของเขาจะพาไป
แต่ในวันที่โอกาสเดินเข้ามาเร็วกว่าวุฒิภาวะ สิ่งที่เด็กต้องการอาจไม่ใช่เพียงคนที่ช่วยเปิดประตูให้กว้างขึ้น
เขาต้องการผู้ใหญ่ที่ช่วยให้เขา ยืนได้มั่นขึ้น
เด็กต้องเรียนรู้มากกว่าเรื่อง “ความเก่ง”
เมื่อความสำเร็จเข้ามา เด็กอาจต้องเรียนรู้เรื่องใหม่พร้อมกันหลายอย่าง
ทั้งการรู้จักเงิน การรู้จักคน การรับมือกับคำชมและคำวิจารณ์ การตัดสินใจ การปฏิเสธ รวมถึงการแยกให้ออกว่าโอกาสไหนควรรับ และเรื่องไหนควรหยุดคิดก่อน
ที่สำคัญที่สุด คือการไม่ปล่อยให้ความสำเร็จเปลี่ยนเขาจนหลงลืมตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้เด็กไปได้ไกลเพียงใด
เขาก็ยังต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอง

หน้าที่ของพ่อแม่ อาจไม่ใช่การพาลูกวิ่งให้เร็วที่สุด
จากการทำงานกับเด็กและผู้ปกครองมากว่า 22 ปี ผมยิ่งเชื่อว่า การเตรียมอนาคตให้ลูกไม่ควรมีเพียงคำถามว่า
“ลูกจะสอบติดคณะอะไร?”
แต่เราควรถามต่อไปด้วยว่า
“ถ้าวันหนึ่งลูกไปได้ไกลกว่าที่เราคิดไว้ เราเตรียมเขาให้ใช้ชีวิตเป็นแล้วหรือยัง?”
เพราะในวันที่ลูกผิดหวัง เขาต้องการกำลังใจ
แต่ในวันที่ลูกประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ เขาอาจต้องการมากกว่านั้น
เขาต้องการ สติ วุฒิภาวะ การตัดสินใจที่ดี และคนรอบตัวที่หวังดีกับเขาจริง ๆ
อย่าสร้างลูกให้ “ดังที่สุด” แต่ช่วยให้เขา “แข็งแรงพอ”
เราอาจไม่สามารถอยู่ข้างลูกได้ในทุกสถานการณ์ตลอดชีวิต
สิ่งที่เราทำได้จึงไม่ใช่การตัดสินใจแทนเขาไปตลอด
แต่คือการค่อย ๆ สร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้เขา
ให้เขารู้จักตั้งคำถาม
รู้จักคิดก่อนตัดสินใจ
รู้จักคุณค่าของเงิน
รู้จักเลือกคนรอบตัว
รู้จักพูดคำว่า “ไม่”
และรู้ว่าตัวเองต้องการชีวิตแบบไหน
เพราะท้ายที่สุด
หน้าที่ของพ่อแม่ ไม่ใช่สร้างลูกให้ดังที่สุด แต่คือช่วยให้เขาแข็งแรงพอ
ที่จะดูแลความฝัน ความสำเร็จ และชีวิตของตัวเองได้
และบางที นี่อาจเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่ารางวัลใด ๆ
เพราะมันคือสิ่งที่จะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต
อากร สถาบัน The Act
คำถามชวนคุยสำหรับผู้ปกครอง
ถ้าวันหนึ่งลูกของคุณอายุเพียง 16 ปี และมีทั้งชื่อเสียง เงิน และโอกาสจำนวนมากเข้ามาพร้อมกัน
สิ่งแรกที่คุณอยากสอนลูกคืออะไร?